เศรษฐศาสตร์ ช่วยกฎหมายอย่างไร

โดย วีรกร ตรีเศศ             มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 พฤษภาคม 2545 ปีที่ 22 ฉบับที่ 1133

ถ้าสมมติว่า มีมนุษย์คนเดียวในโลก ถึงแม้จะประสบปัญหามากมาย แต่ในปัญหาเหล่านี้ จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย แต่ถ้าบวกคนเข้าไปอีกหนึ่งคน คราวนี้ก็มีปัญหาหนักอกขึ้นกว่าเก่าอีกมาก เพราะจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้งขึ้นทันที

เช่น คนสองคนจะเก็บผลไม้ จากกิ่งเดียวกัน ทั้งสองชอบที่ดินริมน้ำผืนเดียวกัน จับจองบ่อน้ำเดียวกัน ล่าสัตว์ไว้ แต่ไม่ตายดี พอกลับมาอีกที เพื่อนคนหนึ่ง แล่หนังย่างไฟกินเฉยเสียแล้ว อย่างนี้ก็มีเรื่องแน่ คำตอบก็คือ ความรุนแรงซึ่งไม่ใช่ของดี เพราะจะทำให้เหลือคนเพียงคนเดียว หรือไม่เหลือแม้แต่คนเดียวก็เป็นได้

เงื่อนไขอย่างนี้แหละที่ทำให้เกิดกฎเกณฑ์ กฎหมายขึ้นเพื่อหลีกหนีความรุนแรง และได้มาซึ่งคำตอบที่ดีกว่า และถ้าสามารถวิเคราะห์ได้ว่ากฎหมายที่กำหนดขึ้นนั้น สามารถนำไปสู่ผลตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกหรือไม่ หรือถ้ากำหนดกฎหมายอย่างนั้น ๆ ขึ้น จะเกิดผลเช่นไร ก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยายามได้มา ซึ่งคำตอบที่ไม่ใช่ความรุนแรง ในกาละอย่างนี้ เศรษฐศาสตร์มีประโยชน์ เพราะสามารถทำหน้าที่ข้างต้นได้ดี

สมมติว่า แรกเริ่มอยู่ในสังคมที่มีโทษสูงสุด คือจำคุกตลอดชีวิตกัน ต่อมาก็เกิดไอเดียกันขึ้นว่า การจี้ปล้นเป็นอาชญากรรมรุนแรง สมควรลงโทษประหารชีวิต นักปรัชญากฎหมายจะต้องถามว่า เป็นธรรมหรือไม่ นักกฎหมายมหาชนอาจถามว่า มันสอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือไม่ในเรื่องสิทธิ ของพลเมืองที่จะไม่ได้รับการลงโทษทารุณ นักสังคมวิทยาอาจถามว่า แล้วมันจะหยุดยั้ง การกระทำความผิดได้มากน้อยแค่ไหน นักรัฐศาสตร์อาจถามว่า โทษอย่างนี้ จะเป็นปัญหาในเรื่องความมั่นคง ของรัฐมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ อาจถามว่าถ้าต่อไปนี้ โทษของการจี้ปล้นคือ ประหารชีวิต และโทษเดิมของการฆ่า ก็คือประหารชีวิตเหมือนกัน อย่างนั้นโทษสูงสุดของ การจี้ปล้น และฆ่าคนตายก็คือ ประหารชีวิตใช่หรือไม่ ( ตายสองครั้งก็ได้ เพราะหนึ่งครั้งก็เกินพอแล้ว ) ถ้าคำตอบคือ ใช่ นักเศรษฐศาสตร์อาจบอกโดยใช้การวิเคราะห์แบบที่เรียกว่า คิดแบบเพิ่มส่วน ( Marginal Thinking) และบอกว่า โทษประหารชีวิต สำหรับการจี้ปล้นอย่างนี้ จะทำให้เกิดการยั่วยุ ให้ฆ่าคนปิดปากได้ เมื่อทำการจี้ปล้น เพราะจี้ปล้น ก็โดนประหารชีวิตอยู่แล้ว ถึงแม้จะแถมฆ่า คนตายเข้าไปอีกด้วย ก็ประหารเหมือนกัน กล่าวคือเมื่อตอนจี้ปล้น ฆ่าคนอีกหนึ่งอาจได้ประโยชน์แก่ตนเอง ในการทำลายหลักฐาน แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการฆ่าคนนั้น ( Marginal Cost ) เท่ากับศูนย์ เพราะยังไงเสีย หากถูกจับ ก็ถูกประหารอยู่แล้วอย่างนี้ ก็มีทางโน้มที่จะทำให้ทุกการจี้ปล้น มีการฆ่าคนเกิดขึ้นด้วย

ตัวอย่างนี้ ไม่ต่างจากโทษประหารชีวิต สำหรับการข่มขืน หรือมีอาวุธร้ายแรง ในประเทศพัฒนาแล้ว หรือโทษประหารชีวิต สำหรับค้าขายยาบ้า จำนวนมากเม็ด ( โดยมีโทษประหารชีวิต หากฆ่าใครสักคนอยู่แล้ว ) กรณีอย่างนี้จะทำให้เกิดแนวโน้มในการฆ่าคนแถมไปด้วยเสมอ ดังมีหลักฐาน ปรากฎอยู่มาก

การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ สำหรับการถกเถียงในเรื่องการกำหนด โทษประหารชีวิต สำหรับอาชญากรรมรุนแรงเพื่อให้หลาบจำ ซึ่งฟังดูโดยผิวเผินแล้วอาจดี

แต่มีแงมุมอื่น ที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์ และกฎหมายมีมากมาย เช่น ในเรื่องการพิสูจน์ความผิด เราได้ยินปรัชญาในเรื่องนี้ กันอย่างซึมซาบว่า การลงโทษคนไม่ผิดนั้น เป็นสิ่งที่ร้ายแรงกว่าการปล่อยคนผิดไป Blackstone นักปรัชญากฎหมายเมื่อกว่า 200 ปีแล้ว กล่าวว่า หากจะปล่อยคนผิดไป 10 คน ยังดีกว่าลงโทษคนไม่ผิดเพียงคนเดียว

ความคิดอย่างนี้ ก็คล้ายกับว่า ต้องไม่ลงโทษใครเลย ที่ไม่มีความผิด ซึ่งหมายความว่า การพิสูจน์ความผิด จะต้องเป็นเลิศชนิดหาข้อผิดพลาดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งในโลกความเป็นจริงนั้น ไม่มี การพิสูจน์โดยศาลนั้น ไม่ว่าจะเที่ยงธรรมเพียงใด ก็ดี จะมีดีกรีของความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอ ถ้าต้องการ การพิสูจน์ความผิดอย่างสมบูรณ์ อย่างมั่นใจ100 % ก็จะไม่อาจลงโทษใครได้เลยแม้แต่คดีเดียว ( ภาษาอังกฤษเรียกว่า ลงโทษเมื่อพิสูจน์อย่าง Beyond Reasonable Doubt คือลงโทษ ถ้าพิสูจน์ได้เกินกว่าความสงสัยอันพอควร กล่าวคือถึงจะตัดสินลงโทษ อย่างไรก็จะต้องมี Doubt อยู่ด้วยเสมอ )

ในคดีข่มขืน ที่เอาอสุจิในช่องคลอด ของคนถูกข่มขืน ไปตรวจหา DNA และหาก DNA ของผู้ต้องสงสัย อย่างนี้น่าจะเรียกได้ว่า 100% ในการพิสูจน์ความผิด แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีคนเอาหลอดมาฉีดอสุจิเข้าไปอำพราง หรือมีอสุจิของคนหลายคนปนเปกัน ( คดีฆาตกรรมสาวอังกฤษ ที่เชียงใหม่เมื่อปีก่อน ป่านนี้ยังไม่ไปไหน ก็เพราะเรื่องนี้ ) หรืออาจมีฝาแฝดของผู้ต้องสงสัยเป็นผู้กระทำ โดยตำรวจ หรือแม้แต่ผู้ต้องสงสัย ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตนเองมีคู่ฝาแฝด ( คู่แฝดจากไข่ใบเดียวกัน จะมี DNA เหมือนกัน ) หรืออาจเกิดความผิดพลาด ของห้องแล็บก็เป็นได้

หลักฐานของอาชญากรรม ที่เรียกว่าชัดเจนที่สุด ก็ทำให้เกิดได้เพียงความเป็นไปได้สูงสุด ( HIGH Probability) ของอาชญากรรมที่ก่อขึ้นเท่านั้น เพราะอาชญากรรมที่เกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ในอดีต ที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว อาจมาเปิดเป็นรีเพลย์วิดีโอใหม่ไม่ได้ ถึงจะมีคนเห็นเหตุการณ์ ความจำของพยานก็อาจเลือน หรือให้การตามประโยชน์ของตัวเอง หรือแม้แต่มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้ในวิดีโอ ก็อย่าลืมว่ามีการตัดต่อได้เสมอ เขียนเรื่องจริงอย่างนี้ อาจทำให้ความเชื่อถือเลื่อมใสในระบบความยุติธรรม ของมนุษย์ลดถอยลงไปบ้าง แต่นี่คือความจริงที่สังคมไม่ค่อยรู้

การสารภาพ ก็มิได้หมายความว่า จำเลยจะทำผิดจริงเสมอไป ถ้าจำเลยเจอโอกาสถูกโทษติดคุกยาว กับถ้าสารภาพแล้วโดนโทษเบากว่า จำเลยก็อาจรีบสารภาพอย่างรวดเร็ว เพราะเลือกติดคุกสั้น แต่แน่นอนดีกว่า เสี่ยงติดคุกยาว

ประเด็นที่เศรษฐศาสตร์ ต้องการชี้ให้เห็นก็คือ Absolute Proof หรือหลักฐานที่ชี้ชัดความผิด 100 % นั้น จริง ๆ ในโลกไม่มี ดังนั้นคำตอบก็คือ จะเอามาตรฐานของการพิสูจน์ ( Standard of Proof ) แค่ไหนในแต่ละสังคม ถ้าลดมาตรฐานการพิสูจน์ลง คนผิดจำนวนมากก็จะไม่หลุดรอดไป แต่คนบริสุทธิ์จะถูกลงโทษเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายของภาครัฐก็จะน้อยลงไป ในทางตรงกันข้าม หากเพิ่มมาตรฐานของการพิสูจน์ขึ้น คนผิดจำนวนมาก ก็จะหลุดรอดไป แต่โอกาสของคนบริสุทธิ์ จะติดคุกน้อยลง ค่าใช้จ่ายของภาครัฐก็จะสูง บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม จะต้องทำงานหนักขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ เศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ในกระบวนการยุติธรรมนั้น มี Trade-off เสมอ คือได้อย่างหนึ่ง จะต้องมีอย่างอื่นไปแลกเสมอ ( โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี นั่นแหละ )

คำพูดของ Blackstone ข้างต้น ก็หมายถึงมาตรฐานหนึ่งของการพิสูจน์นั่นเอง กล่าวคือปล่อยคนผิดไป 10 คนต่อการลงโทษคนบริสุทธิ์ 1 คน ถ้าจะยกมาตรฐานขึ้น ก็หมายถึงว่า สังคมนั้นจะต้อง ทำให้มีสัดส่วนปล่อยคนผิด 10 คนเหมือนเดิม หรือน้อยลง แต่ลงโทษคนบริสุทธิ์น้อยลงกว่า 1 คน

อีกตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์ และกฎหมายก็คือ กฎหมายมักมีมาตรฐานในการพิสูจน์ และลงโทษในคดีอาญาเข้มข้นกว่าคดีแพ่ง คนทั่วไปอาจบอกว่าเป็นเพราะบทลงโทษ ของคดีอาญาหนักกว่า แต่เศรษฐศาสตร์จะบอกว่า มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น ( ถ้าถูกปรับสองล้านบาท กับติดคุก 7 คน หลายคนจะบอกว่า เสียเงินเป็นโทษที่เบากว่า ) กล่าวคือ ในคดีแพ่งถ้าแพ้คดี จำเลยก็จ่ายเงินให้โจทก์ แต่ในคดีอาญา โทษที่จำเลยได้รับ คือถูกปรับแถมติดคุก หรือประหารชีวิตด้วยซ้ำ )

ในคดีแพ่ง ถึงแม้จำเลยจะแพ้คดีนี้ แต่ในอนาคตจำเลยก็อาจชนะคดีอื่น ได้รับเงินจากคนอื่น ดังนั้นโดยเฉลี่ยแล้ว ในชีวิตเป็นไปได้ว่า บทลงโทษทั้งหลายมีผลทำให้ Net Cost ( ต้นทุนสุทธิ ) เป็นศูนย์ โดยมันเป็นเพียงการโอนเงินระหว่างบุคคล ดังนั้นความเข้มข้นของการพิสูจน์จึงอยู่ในระดับหนึ่ง

สำหรับคดีอาญา การถูกติดคุก ประหารชีวิต ไม่มีการเฉลี่ยค่า ถ้าตัดสินคดีพลาด จำเลยก็ตายไป ชีวิตไม่ฟื้นคืนมา การได้มาของคนหนึ่ง ไม่ได้มาจากการสูญเสียของอีกคนหนึ่ง เช่นคดีแพ่ง ดังนั้น บทลงโทษจึงมีผลทำให้เกิด Net Cost ขึ้น มิใช่เป็นการโอนเงินระหว่างบุคคล

ดังนั้น การพิสูจน์ความผิดจึง ต้องเข้มข้นกว่าเป็นธรรมดา กฎหมายช่วยให้เกิดกติกา เพื่อนำไปสู่ทางออกของความขัดแย้ง หรือเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ อันเกิดจากความขัดแย้ง ส่วนเศรษฐศาสตร์ มีบทบาทช่วยในการวิเคราะห์ เพื่อให้กฎหมายบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลับหน้าเเรก

 

<noscript><!--webbot bot="HTMLMarkup" endspan -->