การปรับโครงสร้าง หรือการปฎิรูป

โดย วีรพงษ์ รามางกูร คอลัมภ์ คนเดินตรอก  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 กันยายน 2545

การปฎิรูปเศรษฐกิจ (Economic Restructuring หรือ Economics Reform) เป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อยมาก หลังจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในเอเซียตะวันออก ผู้ที่ผลักดันให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างมาก และอย่างเปิดเผยคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลก และตำหนิประเทศต่าง ๆ ที่ประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เกิดที่ญี่ปุ่น และเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไปอย่างเชื่องช้า ก็เพราะว่าเราปฏิรูปเศรษฐกิจของเราช้าเกินไป

 ตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจชัดเจนว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจที่พูดกันจนติดปากทุกวันนี้นั้น เขาหมายถึงอะไร แล้วเราก็ต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็เป็ฯเงื่อนไของการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจริงหรือไม่ ถ้าจริงเพราะอะไร

เมื่อลองสำรวจดูว่าที่ว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาโลก เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ที่ประสบกับวิกฤตการณ์ทางการเงิน ในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมา คงมีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ 2 เรื่อง

เรื่องแรกก็คือ จัการปัดกวาดให้สถาบันการเงิน ที่มีหนี้เสีย หรือ NPL อยู่เป็นจำนวนมาก โดยได้รีบขจัดหนี้เสียนี้ ออกไปให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว เริ่มตั้งแต่ให้ปิดกิจการสถาบันการเงิน ที่มีหนี้เสียเป็นจำนวนมากเสีย การเปลี่ยนคำจำกัดความของหนี้เสีย ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เร่งรัดการเพิ่มทุนของสถาบันให้เพียงพอ

การเร่งรัดให้แก้กฎหมาย และรบบการพิจารณาความ การบังคับคดีให้เร็วขึ้น การแก้กฎหมายให้เปิดกว้าง ให้ต่างชาติเข้าไปถือหุ้น เป็นเจ้าของธนาคาร และกิจการต่างๆ ทั้งที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และไม่ได้รับการลงทุน ให้กว้างขวาง และมากขึ้น

เรื่องที่สองคือ การเร่งรัดให้มีการใช้มาตรฐานใหม่ โดยการสร้างคิด ในเรื่องธรรมาภิบาล และบรรษัทภิบาล อันได้แก่ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความสามารถที่จะอธิบายได้ ดังนั้น จึงต้องมีการออกกฎหมายใหม่ เพื่อใช้มาตรฐานทางบัญชีใหม่ ความรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง และทางอาญา สำหรับผู้บริหารบริษัท ระบบการตรวจสอบ ระบบรายงาน ฯลฯ เสียใหม่ โดยกล่าวหาว่าระบบเดิม เป็นระบบที่ไม่โปร่งใส ความรับผิดชอบต่ำ หรือไม่มี เป็นระบบที่ไม่ต้องอธิบายการกระทำ และเรื่องต่าง ๆ เป็นระบบพวกพ้อง ระบบอุปถัมภ์ และเรื่องอื่น ๆ เสมือนกับว่าสังคมของเราไม่เคยมีความคิดความอ่านอย่างนี้มาก่อนเลย

การจัดการทั้งสองเรื่องนี้ คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจ ในความหมายสมัยใหม่ ที่เราถูกยัดเยียด และถูกบังคับให้กระทำการ หรือดำเนินการ ยิ่งเร็วเท่าใด การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น จนถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

มาคิดดูว่า สองเรื่องที่เราถูกเร่งรัดให้ทำ ให้ดำเนินการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลเสียหายต่อธุรกิจของเรา เมื่อถูกมรสุมทางเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างไร มีแต่จะทำให้ธุรกิจที่ยังดี และพอไปได้จะไดัรับความเสียหาย และพังพินาศลงทั้งสิ้น ไม่น่าจะทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้

เข้าใจเอาเองว่าทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ดี หรือธนาคารโลกก็ดี คงจะคิดว่า เมื่อสถาบันการเงินที่เสียเสียหมดไป ที่เหลืออยู่ก็ให้สำรองหนี้เสียเสียให้หมด รวมทั้งบริษัทห้างร้านธุรกิจต่าง ๆ เมื่อถูกลดตัดหนี้สูญ เพื่อให้การปัดกวาดบ้านเป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็มีการยัดเยียดความคิดเรื่องจริยธรรม ในการปกครอง จริยธรรมในการดำเนินงานของธุรกิจ บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ เข้ามา เพื่อจะได้ให้เห็นชัดว่า ไม่มีการปกปิดข้อมูล หรือหนี้สินของบริษั่ทไว้ได้อีก

เมื่อได้ปัดกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยหมดสิ้นไปแล้ว ก็จะมีทุนใหม่ หรือเม็ดเงินใหม่ มาซื้อกิจการ แล้วก็มีเงินมาลงทุนเพิ่มเติม ธุรกิจการค้า ก็จะฟื้นคืนชีพ จากของเดิมที่พังทลายอย่างที่สุดแล้ว

ดังนั้น การเร่งรัดในเรื่องการสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ มาตรฐานของจริยธรรมใหม่ หากชักช้าไม่รวดเร็ว ก็จะเป็นการชะลอเม็ดเงินใหม่ ที่จะเข้ามาลงทุนซื้อกิจการ ที่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ เป็นการชะลอการลงทุนใหม่ จากต่างประเทศ ชะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ถ้าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยมีวัตถุประสงค์ดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจจ ที่เรารับเอาความคิด รับเอาสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาแล้วยัดเยียดให้เรา โดยไม่คำนึงว่าวัตถุประสงค์อันแท้จริงอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร ผลกระทบต่อประเทศ และสังคมจะเป็นอย่างไร เมื่อปฏิบัติดังที่ว่าแล้ว จะเกิดผลอย่างที่ว่าหรือไม่ หรือเมื่อเกิดผลอย่างที่ว่าแล้ว จะเป็นเรื่องที่เราควรจะยินดีหรือไม่เพียงใด

นอกจากเรื่องสองเรื่อง ที่กล่าวมาแล้ว ก็ไม่ทราบว่าคำว่าปรับโครงสร้าง หรือปฏิรูปเศรษฐกิจที่เขาเร่งรัดให้เราทำ และต่อว่าต่อขานเสมอมาว่า เราไม่ทำจริง หรือมีความล่าช้าในการดำเนินการ จะหมายถึงอะไรบ้าง และทำอย่างไร

ความเสียหาย จากการเร่งรัดกดดัน ในเรื่องของสถาบันการเงินแล้ว สถาบันการเงินก็สร้างความกดดัน ต่อธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งยังพอไปได้ ให้ได้รับความเสียหายไปหมดทั้งระบบนั้น คงไม่ต้องพูดกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ผลออกมาอย่างที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต้องการก็ยังไม่เกิด แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่า 5 ปีแล้วก็ตาม ความเสียหาย เกินกว่าที่ควรจะเป็น เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และประเทศชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้น ในระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่น่าจะเรียกว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการปฏิรูปเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแรก คือ การปัดกวาดสถาบันการเงิน ให้หมดจด และประเด็นสอง เรื่องบรรษัทภิบาล เพื่อหวังว่า จะมีเงินทุนใหม่

 

กลับหน้าแรก